สารจากประธานกลุ่ม

"แม้ว่าต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เราได้วางรากฐานอันมั่นคงไว้ให้กับทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ เราจึงยังคงสามารถรักษาฐานลูกค้า และมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้บริษัทฯมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอพร้อมเดินหน้าดำเนินธุรกิจ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายธุรกิจโครงการใหม่ๆ ทั้งในประเทศไทยและเวียดนามตลอดจนการมีวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการฐานะทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

ปี 2563 นับว่าเป็นปีแห่งความท้าทายของทั่วโลก การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากจะทำให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ The Great Depression เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตอกย้ำศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของประเทศไทยในฐานะผู้พัฒนาด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรมระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ตลอดจนดิจิทัล แพลตฟอร์ม บริษัทฯ มีรายได้รวมส่วนแบ่งกำไรเท่ากับ 9,406.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,523.7 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน ปกติที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ เท่ากับ 2,542.6 ล้านบาท และมีมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 82,621.1 ล้านบาท สะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากแพลตฟอร์ม 4 กลุ่มธุรกิจ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย รวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ช ธุรกิจอุปโภคบริโภค และความต้องการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าคุณภาพสูงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2563 บริษัทฯ พัฒนาคลังสินค้า Built- to -Suit แห่งใหม่ จำนวน 5 อาคาร รวมพื้นที่กว่า 130,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ มีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมดกว่า 2.5 ล้านตารางเมตร

สำหรับธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาและขยายนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระยอง 36 ซึ่งมีขนาดพื้นที่โครงการรวม 1,280 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC และเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 11 ในประเทศของบริษัทฯ ในไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ผ่านมา สำหรับประเทศเวียดนาม เขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 เหงะอาน ของบริษัทฯ ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีด้วยยอดขายปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทฯ จึงเร่งดำเนินการพัฒนาพื้นที่ โครงการเฟสต่อมา รวมพื้นที่โครงการกว่า 6.800 ไร่ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม 2 แห่งประกอบด้วย (1)โครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone - Thanh Hoa และ (2) โครงการ WHA Northern Industrial Zone - Thanh Hoa บนพื้นที่รวมประมาณ 7,500 ไร่ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศของบริษัทฯ

พร้อมกันนี้บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ได้แก่ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับทัส โฮลดิ้งส์ ผู้พัฒนาศูนย์ให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศจีนเพื่อดำเนินการศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม "ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ" แห่งแรกของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดกลายเป็น Science Park ในระยะถัดไป และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ

สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค บริษัทฯ เปิดดำเนินการโครงการ Wastewater Reclamation Plant ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยกำลังการผสิต 9,125,000 ลูกบาศก็เมตรต่อปีภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) รวมถึงโครงการ Demineralized Water ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) เพื่อให้บริการแก่บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ภายใต้สัญญาซื้อขาย 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมระยะเวลา 15 ปี ตลอดจนการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ระบบ SCADA มาใช้ในการบริหารตรวจสอบอีกด้วย

สำหรับธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทฯ ก็สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ได้นำเสนอบริการติดตั้งและการบริหารจัดการแบบครบวงจร ทั้งการติดตั้งบนหลังคา แบบลอยน้ำ และบนพื้นดิน ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดเซ็นสัญญาเพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าเพิ่มเติม 50.8 เมกะวัตต์ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสิ้น 590 เมกะวัตต์ รวมถึงบริษัทฯ ยังกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ ร่วมกับพันธมิตร เช่น การพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Peer to Peer โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นต้น ตลอดจนการศึกษาโอกาสการลงทุนเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็ได้มีการขยายธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจการจัดจำหน่ายน้ำและการให้บริการบำบัดน้ำเสียที่ประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่องโดยการลงทุนดังกล่าวทำให้บริษัทฯ มีฐานลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายการลงทุนของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ในต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับ ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการ และนำเสนอนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลใหม่ๆ อย่างครบวงจร โดยจับมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำเพื่อติดตั้งเครือข่ายสัญญาณ และทดสอบการใช้งานจริงของโซลูชั่น 5G ภายในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G พร้อมยกระดับการให้บริการทางด้านศูนย์บริการระบบข้อมูลสารสนเทศ (Data Center) ให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น รวมถึงแผนการลงทุน 5G Tower และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลของบริษัทฯ และช่วยให้กลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

นอกจากนี้ ในปี 2563 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการจำหน่ายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ WHART เพื่อลงทุนในโครงการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่จำนวน 3 โครงการ มีพื้นที่รวม 128, 789 ตารางเมตร และ HREIT เพื่อลงทุนในพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า บนพื้นที่รวมกว่า 48,127 ตารางเมตรโดยคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,870 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทฯได้เปิดตัว โครงการ ดับบลิวเอชเอ ทาวเวอร์ (WHA Tower) อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทฯ ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด (เทพรัตน์) ก.ม. 7 อาคารสูง 25 ชั้น เกรดเอ มีพื้นที่ใช้สอย 52,000 ตารางเมตร โครงการได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างสมดุลชีวิตและไลฟ์สไตล์การทำงานได้อย่างลงตัว โดยตัวอาคารได้รับรางวัล "Commercial High Rise Architecture Thailand" จากการออกแบบอย่างทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน WHA Tower พร้อมเปิดให้บริการเช่าพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับปี 2564 บริษัทฯ มองว่า สภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถตอบสนองกับ Disruption และความท้าทายจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกโดยบริษัทฯได้เตรียมพร้อมยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ผ่านการพัฒนาโซลูชั่นตามแนวคิดการผสมผสานแพลตฟอร์มทางธุรกิจ (Business Platform) เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Infrastructure Base) เพื่อต่อยอดทางธุรกิจของบริษัทฯ รวมถึงการเร่งเดินหน้าโครงการ Digital Transformation ตามแผนงานที่ได้วางไว้อย่างเต็มรูปแบบโดยบริษัทฯจะยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานอย่างยั่งยืนโดยการขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักความสมดุลและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ในฐานะกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งการยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ การดึงดูดเงินลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างประเทศ การจ้างงานและการพัฒนาฝีมือแรงงาน การลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์จากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และตัวแทนของคณะกรรมการและคณะผู้บริหาร ขอขอบพระคุณทุกๆ ฝ่ายที่ให้การสนับสนุนธุรกิจของบริษัทฯ มาโดยตลอด ทั้งท่านผู้ถือหุ้นที่ได้ให้ความไว้วางใจ ลูกค้าทุกท่านที่เลือกใช้บริการของบริษัทฯ พันธมิตรทางธุรกิจทุกฝ่าย และกลุ่มสถาบันการเงินที่สนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจ รวมทั้งขอขอบคุณคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ที่ได้ให้ความไว้วางใจและความร่วมมือในการผลักดันธุรกิจของบริษัทฯ ให้เดินหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าแก่สังคม ผู้ถือหุ้นลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกๆ ฝ่ายต่อไป

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล
ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)