REC vs คาร์บอนเครดิต ต่างกันอย่างไร? ทำความเข้าใจ และวิธีเตรียมตัวก่อนซื้อ (อัปเดต 2026)
![]()
พลังงานหมุนเวียนและการลดคาร์บอนเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่มุ่งสู่ Net Zero ทำให้คำว่า REC (Renewable Energy Certificate) และ คาร์บอนเครดิต กลายเป็นคำค้นยอดนิยมใน Google Thailand ปี 2026 แต่หลายองค์กรยังสับสน ว่าสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้ไหม และควรเลือกแบบไหนบทความนี้ช่วยสรุปให้คุณเข้าใจง่ายที่สุด พร้อมตัวอย่างจริงและคำแนะนำก่อนซื้อ
REC คืออะไร?
REC (Renewable Energy Certificate) คือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน โดย 1 REC มีค่าเทียบเท่ากับ 1 MWh ของไฟฟ้าที่มีแหล่งกำเนิดจากพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ลม หรือชีวมวล
ใช้เพื่อ:
- ยืนยันการใช้พลังงานหมุนเวียน (Scope 2)
- เพิ่มเป้าหมายด้าน Renewable Energy
REC มีรูปแบบการซื้อในลักษณะ Unbundle Certificate ซึ่งหมายถึงการซื้อแยกจากการซื้อไฟฟ้า ดังนั้น REC สามารถช่วยให้องค์กรเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างมีมาตรฐานรองรับ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยแสดงหลักฐานการใช้ผ่านไปรับรอง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ REC เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายองค์กรใช้ในการวางแผนลดคาร์บอน
คาร์บอนเครดิต คืออะไร?
คาร์บอนเครดิต คือหน่วยที่แสดงปริมาณการ “ลด” หรือ “กักเก็บ” ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกคำนวณออกมาในหน่วย 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ TonCO2eq โดยได้มาจากการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เช่น
- โครงการพลังงานทดแทน
- โครงการจัดการขยะ
- โครงการปลูกป่า
คาร์บอนเครดิต สามารถใช้ชดเชยคาร์บอนขององค์กรได้ โดยรูปแบบการซื้อขายจะเกิดขึ้นในหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นั่นหมายความว่าบริษัทที่จะดำเนินการซื้อ คาร์บอนเครดิต ได้จำเป็นต้องผ่านการคำนวณคาร์บอนขององค์กรก่อน
ตารางสรุปความแตกต่าง REC vs คาร์บอนเครดิต
ใช้รูปจากเวปใหม่
ปัจจัยสำคัญของตลาด REC (Renewable Energy Certificates)
ตลาด REC ในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องจากทั้งความต้องการภายในประเทศและความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาและการเลือกซื้อประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี ปีที่ผลิต ปริมาณซื้อขาย และแนวโน้มราคาในตลาดจริง
1) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี
แม้ REC จะเป็นใบรับรองพลังงานหมุนเวียน แต่ผู้ซื้อสามารถเลือกเทคโนโลยีของพลังงานสะอาดได้ตามต้องการ ทำให้เกิดความแตกต่างด้านความนิยมและโครงสร้างราคา โดยในประเทศไทยมี REC ทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล
บริษัทต่างชาติ หรือบริษัทที่มีคู่ค้าที่มีการส่งออกนอกประเทศ มักเลือกเทคโนโลยีที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยธรรมชาติอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีไม่ว่าผลิตไฟฟ้าจากประเทศไหน ย่อมมีลักษณะการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบคล้ายคลึงกัน และมีค่าคาร์บอนสำหรับโรงไฟฟ้าระบุใบในประกาศว่า 0 CO2/MWh จึงเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล ในขณะที่ประเทศไทยโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเราเริ่มต้นจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานน้ำ หรือเขื่อน และพลังงานชีวมวลมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองเทคโนโลยีนี้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องมีใช้ไฟฟ้าเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดการเปรียบเทียบเทคโนโลยีของพลังงานสะอาดที่มีในประเทศไทย ทั้งนี้ทั้งสี่เทคโนโลยียอมรับโดยองค์กร I-REC ส่งผลให้เกิดช่องว่างด้านอุปสงค์–อุปทานและสร้างความแตกต่างด้านราคาอย่างชัดเจน
2) ปัจจัยด้านปีที่ผลิต (Vintage Year)
REC มีเป้าหมายเพื่อยืนยันการใช้พลังงานสะอาดขององค์กร ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกซื้อ REC ที่ผลิตในปีเดียวกับปีที่ใช้ไฟฟ้าจริงตามคำแนะนำของ GHG Protocol ผู้เป็นผู้ดูแลแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของโลก เนื่องจากค่า Emission Factor ของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ และสำหรับบางโรงไฟฟ้ามีการรายงานค่า Emission Factor ใหม่ทุกปีตามการพัฒนาระบบพลังงาน จึงส่งผลให้บริษัทที่มีการซื้อ REC ในช่วงระยะเวลาการผลิตใกล้เคียงกันกับช่วงของขอบเขตรายงาน ณ ปีนั้นๆ จะสามารถผ่านการตรวจสอบได้อย่างราบรื่นทั้งในระดับประเทศ และระดับต่างประเทศอีกด้วย ทำให้ REC ปีใหม่มีความต้องการสูงกว่าและได้รับการทวนสอบจากผู้ตรวจประเมินได้ง่ายกว่า
3) ปริมาณการซื้อขายในตลาด (Market Volume)
REC เป็นเครื่องมือที่ธุรกิจทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ เพราะ 1 REC เทียบเท่ากับพลังงานสะอาด 1 MWh ไม่ว่าจะเป็นงานอีเวนต์ อาคารสำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม จึงไม่แปลกที่ยอดซื้อขาย REC ในประเทศไทยสูงกว่า 5 ล้าน MWh ต่อปี ติดต่อกันกว่า 3 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและการยอมรับของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในการจัดซื้อมีรูปแบบเหมือนการจัดซื้อสินค้าและบริการทั่วไป โดยหากทางบริษัทมีการจัดซื้อในปริมาณที่สูง จะส่งผลต่อราคาต่อหน่วยที่ลดลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากทางบริษัทของท่าน และบริษัทในเครือ มีแนวโน้มในการจัดซื้อ REC ทางบริษัทแนะนำให้รวมปริมาณการซื้อเพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่ย่อมเยามากขึ้น ทั้งนี้หากมีการจัดซื้อร่วมกับบริษัท WHAUP ทางบริษัทยินดีที่จะช่วยวางแผนจัดการปริมาณที่ซื้อในรูปแบบระบุขอบเขตปริมาณซื้อขั้นต่ำ และขอบเขตปริมาณซื้อสูงสุด เพื่อสามารถเปิดกว้างให้ท่านในการบริหารการจัดงานอีกด้วย
4) ปัจจัยด้านราคา (Price Trend)
ราคา REC ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ปีที่ผลิต และความต้องการในตลาด ซึ่งทำให้ราคามีความหลากหลาย ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจตลาดจะสามารถซื้อสินค้าที่คุณภาพดี ในราคาย่อมเยาได้ ทาง WHAUP เราเป็นผู้พัฒนาธุรกิจด้านพลังงานสะอาด และหากองค์กรของท่านต้องการเปรียบเทียบราคาและทำความเข้าใจตลาดอย่างชัดเจน WHAUP พร้อมให้คำแนะนำและนำเสนอข้อมูลราคาอย่างโปร่งใส เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้แม่นยำที่สุด
ปัจจัยสำคัญของตลาด คาร์บอนเครดิต และ T-VER ในประเทศไทย
นอกจาก REC แล้ว องค์กรจำนวนมากยังพิจารณาใช้ คาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero โดยปัจจัยที่กำหนดความพร้อมของเครดิตและราคาในตลาดมีดังนี้
1) แหล่งที่มาของโครงการ (Project Type)
โครงการคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยแบ่งเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานทดแทนและการจัดการของเสีย และโครงการกักเก็บคาร์บอน เช่น โครงการป่าไม้ ทั้งนี้รูปแบบของการเลือกซื้อมักมาจากเป้าหมายที่ทางบริษัทต้องการบรรลุ โดยหากบริษัทต้องการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral สามารถเลือกซื้อ คาร์บอนเครดิต ได้จากทุกโครงการ แต่ในขณะเดียวกันหากทางบริษัทต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero นั้นจำเป็นต้องเลือกซื้อจากโครงการที่เป็นการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบโครงการที่นิยมจะเป็นโครงการป่าไม้ทั้งในรูปแบบการปลูกใหม่ และดูแลฟื้นฟูป่า
2) ปีที่ผลิตของ คาร์บอนเครดิต
แม้คาร์บอนเครดิตทุกหน่วยผ่านการทวนสอบว่ามีค่าเทียบเท่า 1 tCO₂eq แล้ว แต่ในตลาดจริง ผู้ซื้อและผู้ตรวจสอบจะยอมรับช่วงปีที่ผลิตที่แตกต่างกัน ฝ่ายผู้พัฒนาโครงการนั้นจำเป็นที่จำต้องบริหารเครดิตจากปีเก่าก่อนเสมอ ในขณะที่ผู้ซื้อเลือกเฉพาะปีที่สอดคล้องกับการรายงาน ESG ขององค์กร ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการของตลาดและปริมาณเครดิตที่ผู้พัฒนาต้องการปล่อยขาย
3) ความเคลื่อนไหวของตลาด (Market Activity)
ในปี 2026 ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ กฎหมายกำกับการปล่อยคาร์บอนแบบบังคับ ภายใต้ ร่าง Climate Change Act จะประกาศใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งการกำหนดระบบรายงานการปล่อย การตั้ง Climate Fund รวมถึงการปูทางสู่ Carbon Pricing, Carbon Tax และ Emissions Trading Scheme (ETS) ตามกรอบกฎหมายฉบับใหม่ของไทย ทำให้หลายองค์กรยังคงรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบก่อนตัดสินใจซื้อ คาร์บอนเครดิต ในปริมาณมาก ส่งผลให้ปริมาณซื้อขายในตลาดคาร์บอนของไทยยังคงทรงตัว แม้หลายธุรกิจจะประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2030 และ Net Zero 2065 ไปแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของ ตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย มีทิศทางเติบโตอย่างชัดเจนเมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้ และเมื่อองค์กรจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย โดย WHAUP มองว่าความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการซื้อคาร์บอนเครดิต แต่คือการหามาตรการลดจริง เช่น การเข้าสู่ระบบ Emissions Trading Scheme (ETS) ที่รัฐเตรียมจัดตั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของ Carbon Taxonomy ที่จะช่วยกำหนดกรอบให้บริษัทวางแผนเส้นทางลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบมากขึ้น
4) ปัจจัยด้านราคา (Price Trend)
ราคาคาร์บอนเครดิตได้รับผลกระทบจากประเภทโครงการ ปีที่ผลิต และระดับความต้องการในตลาด เช่นเดียวกับ REC ทั้งนี้การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตมีความละเอียดอ่อนกว่าในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียน การทวนสอบเพื่อยืนยันหน่วย ไปจนถึงการจัดทำรายงานรูปเล่ม แม้จะเป็นโครงการประเภทเดียวกัน แต่หากขนาดโครงการแตกต่างกัน หรือแม้เป็นโครงการปลูกป่าลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีเงื่อนไขในการเข้าถึงพื้นที่และการดูแลที่ต่างกัน ก็ย่อมส่งผลต่อราคาทวนสอบในการขึ้นทะเบียนโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตที่พัฒนาในประเทศไทยมีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้าง และยอดซื้อขายยังคงค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากปัจจุบันคาร์บอนเครดิตยังเป็นสินค้าภาคสมัครใจ ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องแบกรับต้นทุนด้านการบริหารจัดการ การดูแลพื้นที่ และค่าบริการขึ้นทะเบียน ส่งผลให้มีการตั้งราคาตามต้นทุนที่แท้จริงของโครงการ ขณะเดียวกันผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตในราคาที่ย่อมเยาที่สุด โดยมักไม่กำหนดประเภทโครงการหรือปีที่ผลิต ทำให้ความต้องการในลักษณะนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อราคาของคาร์บอนเครดิตในตลาดไทยอย่างชัดเจน
เมื่อพิจารณาความต้องการคาร์บอนเครดิตในช่วงเวลานี้ จะพบว่าองค์กรในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้ตั้งเป้าหมายทั้ง Carbon Neutral และ Net Zero แต่เลือกเริ่มต้นจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองก่อน แล้วจึงค่อยวางแผนซื้อคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม นอกจากนี้ประเทศไทยยังคงอยู่ในระบบการลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ ส่งผลให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตเด่นชัดในฝั่งผู้พัฒนาโครงการที่นำโครงการเข้าลงทะเบียนเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อจำนวนมากยังรอความชัดเจนของกฎหมายหรือข้อบังคับต่าง ๆ ที่กำลังจะประกาศในอนาคต
สรุปภาพรวม: เลือก REC หรือ คาร์บอนเครดิต แบบไหนเหมาะกับองค์กรคุณ?
ท้ายที่สุด การเลือกใช้ REC หรือ คาร์บอนเครดิต ขึ้นอยู่กับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของแต่ละองค์กรอย่างชัดเจน หากต้องการ “ยืนยันการใช้พลังงานหมุนเวียน” และเสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG การใช้ REC คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่องค์กรที่ต้องการ “ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” เพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral หรือ Net Zero จำเป็นต้องใช้ คาร์บอนเครดิต ควบคู่กันไป
ทั้งสองเครื่องมือมีบทบาทต่างกันแต่เสริมกันได้ดี การเข้าใจปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปีที่ผลิต ปริมาณในตลาด และแนวโน้มราคา จะช่วยให้องค์กรวางแผนได้แม่นยำขึ้น และเลือกโซลูชันที่คุ้มค่าที่สุดในเส้นทางสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ