BUILDING RESILIENCE ENERGY SYSTEM


คุณจรีพร จารุกรสกุล
ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และอาคารบ้านเรือน ตลอดจนการขยายตัวของ AI กำลังผลักดันความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย 3.6% ต่อปี ในช่วงปี 2026-2030 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ย 2.8% ต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวทำให้การวางแผนจัดหาพลังงานและการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้ามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต้องอาศัยทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ระบบที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาดำเนินงานหลายปี ขณะที่ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอเท่านั้น แต่ยังต้องส่งมอบให้ตรงกับเวลาและพื้นที่ที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตผันผวนตามสภาพอากาศและไม่สอดคล้องต่อความต้องการ จึงต้องเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารทั้งการผลิตและการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดความไม่สมดุล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
โดยการเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้าต้องเชื่อมโยงการปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรให้สามารถทำงานประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งการตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response: DR) ช่วยให้ผู้ใช้ปรับลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าจากช่วงที่ระบบตึงตัวไปยังช่วงที่มีไฟฟ้าพร้อมรองรับ เพื่อลดความต้องการสูงสุดและใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละช่วงเวลาได้มากขึ้น ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่ช่วยเก็บไฟฟ้าในช่วงที่มีมากไว้จ่ายในช่วงที่ต้องการ และตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยรักษาสมดุลของระบบ เมื่อทรัพยากรเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเชื่อมโยงทั้ง DR แบตเตอรี่ และแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อประสานการใช้ การกักเก็บ และการจ่ายไฟให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการลงทุนในอุปกรณ์และระบบควบคุม
ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้งานจริงในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรมีการใช้บริการตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Flexibility Service: DFS) โดยมีครัวเรือนและธุรกิจเข้าร่วมเกือบ 2 ล้านราย เพื่อปรับลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้า ในปี 2024-2025 มีการเรียกใช้บริการ 44 ครั้ง ช่วยลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้ารวม 3,918 MWh ขณะที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน พัฒนาแพลตฟอร์มโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) เพื่อประสานผู้ให้บริการ 61 ราย ซึ่งรวบรวมทรัพยากรทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และระบบปรับอากาศในอาคารรวมกว่า 60,000 จุด เพื่อปรับการใช้และการจ่ายไฟตามคำสั่งของผู้ควบคุมระบบ ช่วยรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้า และลดภาระโครงข่าย โดยในช่วงปี 2023–2025 มีการปรับโหลดมากกว่า 100 ครั้ง รวมปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ปรับได้กว่า 5,600 MWh
ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนว่าการเชื่อมโยงทรัพยากรที่กระจายตัวสามารถช่วยลดภาระช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและบริหารข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าได้จริง แม้จะไม่อาจทดแทนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ทั้งหมด แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องประเมินข้อจำกัดและความคุ้มค่าในแต่ละพื้นที่ พร้อมพัฒนากลไกตลาดและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว